เกียร์บ็อกซ์ หรือเกียร์ทดรอบ คืออะไร
เกียร์บ็อกซ์ (Gearbox) หรือ เกียร์ทดรอบ คืออุปกรณ์ในระบบส่งกำลังที่ทำหน้าที่ ลดความเร็วรอบของเพลา และเพิ่มแรงบิด (Torque) เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของเครื่องจักร
เกียร์บ็อกซ์สามารถใช้ร่วมกับต้นกำลังหลายประเภท เช่น
- มอเตอร์ไฟฟ้า
- เครื่องยนต์
- ระบบไฮดรอลิก
แตกต่างจาก Gear Motor ที่เป็นชุดสำเร็จรูปซึ่งรวมมอเตอร์และเกียร์ไว้ด้วยกัน ในขณะที่เกียร์บ็อกซ์จะเป็น ชุดเกียร์ทดรอบอย่างเดียว และสามารถนำไปต่อกับต้นกำลังที่ต้องการได้
เกียร์บ็อกซ์จึงถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในเครื่องจักรอุตสาหกรรม เช่น
- โรงงานน้ำตาล
- โรงงานปูนซีเมนต์
- เครื่องจักรเหมือง
- เครื่องจักรในโรงงานเหล็ก
- Conveyor ขนาดใหญ่
- เครื่องบดและเครื่องผสม
เนื่องจากเครื่องจักรเหล่านี้ต้องการ แรงบิดสูงและความทนทานต่อการทำงานหนัก
บริษัท เดอะ วินเนอร์ พาร์ท แอนด์ เซอร์วิส เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเกียร์บ็อค แบรนด์ FLENDER , BONFLIGLIO เป็นต้น เรามีความเชี่ยวชาญในการเลือกเกียร์ให้เหมาะสมกับ Application ของลูกค้า พร้อมเสนอราคาที่คุ้มค่า ไม่จ่ายเกินความจำเป็น และมีตัวเลือกหลากหลายตามงบประมาณของลูกค้า
ประเภทของเกียร์บ็อกซ์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม
เกียร์บ็อกซ์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมหนักมักแบ่งออกเป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเฟืองและลักษณะการใช้งาน
Parallel Shaft Gearbox
Parallel Shaft Gearbox เป็นเกียร์บ็อกซ์ที่มี เพลาขาเข้าและเพลาขาออกขนานกัน
ลักษณะเด่น
- รับแรงบิดสูง
- โครงสร้างแข็งแรง
- ประสิทธิภาพสูง
- เหมาะกับการทำงานต่อเนื่อง
การใช้งานที่พบได้บ่อย เช่น
- Conveyor ขนาดใหญ่
- เครื่องจักรในโรงงานปูน
- เครื่องจักรในโรงงานน้ำตาล
Helical Bevel Gearbox
Helical Bevel Gearbox เป็นเกียร์ที่ใช้เฟือง Helical ร่วมกับ Bevel Gear เพื่อเปลี่ยนทิศทางการหมุนของเพลา
ลักษณะเด่น
- สามารถเปลี่ยนทิศทางเพลา 90 องศา
- รับแรงบิดสูง
- ประสิทธิภาพดี
- เหมาะกับงานอุตสาหกรรมหนัก
มักใช้กับ
- Conveyor
- เครื่องจักรในโรงงานเหมือง
- เครื่องจักรในสายการผลิต
Planetary Gearbox
Planetary Gearbox เป็นเกียร์ที่มีโครงสร้างเฟืองแบบ Planetary System โดยมีเฟืองหลายตัวหมุนรอบเฟืองกลาง
ลักษณะเด่น
- ให้แรงบิดสูงมาก
- ขนาดกะทัดรัด
- กระจายโหลดได้ดี
- ประสิทธิภาพสูง
นิยมใช้ในเครื่องจักรที่ต้องการแรงบิดสูง เช่น
- เครื่องบด
- เครื่องผสม
- เครื่องจักรเหมือง
- เครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก
ข้อดีของเกียร์บ็อกซ์ในงานอุตสาหกรรมหนัก
เกียร์บ็อกซ์ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานหนักและโหลดสูง โดยมีข้อดีหลายประการ เช่น
- สามารถเพิ่มแรงบิดให้กับระบบส่งกำลัง
- ลดความเร็วรอบของเครื่องจักรให้เหมาะสม
- รองรับโหลดหนักและโหลดกระแทกได้ดี
- มีความทนทานต่อการใช้งานต่อเนื่องในโรงงานอุตสาหกรรม
การเลือกเกียร์บ็อกซ์ให้เหมาะกับงาน
การเลือกเกียร์บ็อกซ์ให้เหมาะสมกับเครื่องจักร ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญร่วมกัน ได้แก่
- กำลังขับที่ใช้ (Power)
- ความเร็วรอบขาเข้า (Input Speed)
- ความเร็วรอบขาออกที่ต้องการ (Output Speed)
- อัตราทดเกียร์ (Gear Ratio)
- ลักษณะของโหลด
- Service Factor
เมื่อทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว สามารถนำมาคำนวณหา Output Torque หรือแรงบิดที่เพลาขาออกต้องใช้ได้ จากนั้นจึงนำค่าแรงบิดดังกล่าว คูณด้วย Service Factor เพื่อหาค่าแรงบิดที่เหมาะสมสำหรับการเลือกไซส์ของเกียร์บ็อกซ์ โดยแนวทางนี้สอดคล้องกับคู่มือการเลือกเกียร์ของผู้ผลิตอุตสาหกรรม เช่น SEW และ NORD ซึ่งใช้แรงบิดที่เพลาขาออกและค่า service factor เป็นเกณฑ์หลักในการเลือกขนาดเกียร์
วิธีคำนวณ Output Torque
สูตรพื้นฐานสำหรับคำนวณแรงบิดที่เพลาขาออก คือ
สูตรนี้เป็นสูตรมาตรฐานที่ใช้คำนวณความสัมพันธ์ระหว่างกำลัง ความเร็วรอบ และแรงบิดในงานขับเคลื่อน
วิธีหาอัตราทดเกียร์
หากทราบความเร็วรอบขาเข้าและความเร็วรอบขาออกที่ต้องการ สามารถหาอัตราทดเกียร์ได้จาก

ตัวอย่างเช่น ถ้ามอเตอร์มีความเร็ว1500 rpm
ต้องการความเร็วขาออก> 50 rpm
จะได้อัตราทดเท่ากับ >1500 >÷ 50 = 30
ดังนั้นควรเลือกเกียร์ที่มีอัตราทดประมาณ >30:1
วิธีนำ Service Factor มาพิจารณา
หลังจากคำนวณค่า Output Torque ได้แล้ว ให้นำไปคูณด้วย Service Factor เพื่อเผื่อสภาวะการทำงานจริงของเครื่องจักร เช่น
- โหลดกระแทก
- การสตาร์ทบ่อย
- การทำงานต่อเนื่อง
- โหลดไม่สม่ำเสมอ
สูตรคือ 
โดยที่
Tselection = ค่าแรงบิดสำหรับเลือกไซส์เกียร์
Toutput = ค่า Output Torque ที่คำนวณได้
SF = Service Factor
แนวคิดนี้ตรงกับหลักการเลือกเกียร์ในคู่มืออุตสาหกรรม ซึ่งระบุว่าหลังคำนวณ nominal output torque แล้ว ต้องนำไปพิจารณาร่วมกับ service factor เพื่อเลือกขนาดเกียร์ที่เหมาะสม
ตัวอย่างการคำนวณแบบง่าย
สมมติว่าเครื่องจักรใช้มอเตอร์ขนาด 5.5 kW
และต้องการความเร็วรอบขาออก 60 rpm
1) คำนวณ Output Torque
ดังนั้นแรงบิดที่เพลาขาออกเท่ากับประมาณ 875 Nm
2) เผื่อ Service Factor
ถ้างานนี้เป็นงาน Conveyor และกำหนด Service Factor = 1.5
จะได้
ดังนั้นควรเลือกเกียร์บ็อกซ์ที่มีค่าแรงบิดพิกัด ไม่น้อยกว่า 1313 Nm เพื่อให้เหมาะกับสภาพการใช้งานจริง
สรุปแนวทางเลือกไซส์เกียร์
ลำดับการพิจารณาโดยทั่วไปคือ
- กำหนดความเร็วรอบขาออกที่ต้องการ
- คำนวณอัตราทดเกียร์
- คำนวณ Output Torque
- นำ Output Torque คูณด้วย Service Factor
- ใช้ค่าแรงบิดที่ได้ไปเลือกไซส์เกียร์บ็อกซ์
ดังนั้น การเลือกเกียร์บ็อกซ์ที่ถูกต้องไม่ควรดูเพียงแค่กำลังมอเตอร์หรืออัตราทดเท่านั้น แต่ควรดู แรงบิดใช้งานจริงหลังคูณ Service Factor ด้วย เพื่อให้เกียร์สามารถรองรับโหลดได้อย่างปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนาน
Thermal Power คืออะไร
Thermal Power คือค่ากำลังสูงสุดที่เกียร์บ็อกซ์สามารถรับได้ โดยพิจารณาจาก ข้อจำกัดด้านความร้อนที่เกิดขึ้นภายในเกียร์บ็อกซ์ ระหว่างการทำงาน
เมื่อเกียร์ทำงาน เฟืองและแบริ่งจะเกิดแรงเสียดทาน ซึ่งทำให้เกิดความร้อน หากกำลังที่ส่งผ่านเกียร์สูงเกินไป ความร้อนที่เกิดขึ้นจะมากกว่าที่เกียร์บ็อกซ์สามารถระบายออกได้ ส่งผลให้อุณหภูมิภายในเกียร์สูงขึ้น และอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น
- น้ำมันเกียร์เสื่อมสภาพเร็ว
- ซีลยางเสียหาย
- แบริ่งและเฟืองสึกหรอเร็ว
- อายุการใช้งานของเกียร์ลดลง
Thermal Power แตกต่างจาก Mechanical Power อย่างไร
ในการเลือกเกียร์บ็อกซ์มักต้องพิจารณากำลัง 2 ค่า คือ
| ประเภทกำลัง |
ความหมาย |
| Mechanical Power |
กำลังที่เกียร์สามารถรับได้จากความแข็งแรงของเฟือง |
| Thermal Power |
กำลังที่เกียร์สามารถรับได้โดยไม่เกิดความร้อนเกิน |
ในการใช้งานจริง เกียร์บ็อกซ์ต้องสามารถรองรับได้ทั้ง กำลังเชิงกลและกำลังเชิงความร้อน
ดังนั้นกำลังที่สามารถใช้งานได้จริง จะต้องไม่เกินค่าที่ต่ำกว่าระหว่างสองค่านี้
ปัจจัยที่มีผลต่อ Thermal Power
ค่า Thermal Power ของเกียร์บ็อกซ์จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- ขนาดของเกียร์บ็อกซ์
- ประสิทธิภาพของเฟือง
- ความสามารถในการระบายความร้อนของตัวเกียร์
- อุณหภูมิแวดล้อม
- ระบบหล่อลื่น
- ความเร็วรอบของเกียร์
ในบางกรณี หากกำลังที่ต้องการใช้งานสูงกว่า Thermal Power ของเกียร์ อาจต้องติดตั้งอุปกรณ์ช่วยระบายความร้อนเพิ่มเติม เช่น
- Cooling Fan
- Oil Cooler
- ระบบหมุนเวียนน้ำมัน
สรุป
Thermal Power คือค่ากำลังที่กำหนดจาก ข้อจำกัดด้านการระบายความร้อนของเกียร์บ็อกซ์ เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิภายในเกียร์สูงเกินไปขณะทำงาน
ดังนั้นในการเลือกเกียร์บ็อกซ์สำหรับงานอุตสาหกรรม ควรตรวจสอบทั้ง
- Mechanical Power Rating
- Thermal Power Rating
เพื่อให้มั่นใจว่าเกียร์สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนาน
Overhung Load คืออะไร และมีผลอย่างไรกับเกียร์บ็อกซ์
Overhung Load (OHL) คือแรงที่กระทำในแนวรัศมี (Radial Load) ต่อเพลาของเกียร์บ็อกซ์ ซึ่งเกิดจากอุปกรณ์ส่งกำลังที่ติดตั้งอยู่ที่ปลายเพลา เช่น
- พู่เล่ย์ (Pulley)
- สโปรเก็ต (Sprocket)
- เฟือง (Gear)
- คัปปลิ้งบางประเภท
แรงเหล่านี้จะกระทำที่ตำแหน่งปลายเพลา ทำให้เกิดแรงกดต่อ แบริ่งและเพลาของเกียร์บ็อกซ์
คำว่า Overhung หมายถึงโหลดที่เกิดขึ้นกับเพลาซึ่งยื่นออกมาจากตัวเกียร์
Overhung Load เกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อมีการส่งกำลังผ่านอุปกรณ์ เช่น
แรงตึงของสายพานหรือโซ่จะดึงเพลาของเกียร์ ทำให้เกิดแรงด้านข้างต่อเพลา ซึ่งแรงนี้เรียกว่า Overhung Load
ตัวอย่างเช่น
- ระบบสายพาน (Belt Drive)
- ระบบโซ่ (Chain Drive)
- ระบบเฟือง (Gear Drive)
ล้วนทำให้เกิด Overhung Load ที่เพลาเกียร์บ็อกซ์
Overhung Load มีผลอย่างไรกับเกียร์บ็อกซ์
Overhung Load เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการเลือกเกียร์บ็อกซ์ เพราะมีผลโดยตรงต่ออายุการใช้งานของแบริ่งและเพลา
หากค่า Overhung Load สูงเกินกว่าที่เกียร์รองรับได้ อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น
- แบริ่งสึกหรอเร็ว
- เพลาบิดงอ
- ซีลน้ำมันเสียหาย
- เกียร์บ็อกซ์มีเสียงดังหรือสั่นสะเทือน
- อายุการใช้งานของเกียร์ลดลง
ดังนั้นผู้ผลิตเกียร์บ็อกซ์จึงกำหนด ค่า Overhung Load สูงสุดที่เพลาสามารถรับได้
ปัจจัยที่มีผลต่อ Overhung Load
ค่าของ Overhung Load จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- แรงตึงของสายพานหรือโซ่
- ขนาดของพู่เล่ย์หรือสโปรเก็ต
- ระยะห่างจากตำแหน่งแบริ่ง
- ขนาดของเพลา
โดยทั่วไป หากติดตั้งพู่เล่ย์หรือสโปรเก็ต ใกล้ตัวเกียร์มากขึ้น จะช่วยลดค่า Overhung Load ที่เกิดกับเพลาได้
วิธีลดผลกระทบของ Overhung Load
ในการออกแบบระบบส่งกำลัง ควรพิจารณาแนวทางดังนี้
- เลือกขนาดพู่เล่ย์หรือสโปรเก็ตที่เหมาะสม
- ติดตั้งอุปกรณ์ส่งกำลังให้ใกล้ตัวเกียร์มากที่สุด
- ตรวจสอบแรงตึงของสายพานหรือโซ่ให้เหมาะสม
- เลือกเกียร์บ็อกซ์ที่มีค่า Overhung Load รองรับเพียงพอ
สรุป
Overhung Load คือแรงด้านข้างที่เกิดขึ้นกับเพลาของเกียร์บ็อกซ์จากอุปกรณ์ส่งกำลัง เช่น สายพาน โซ่ หรือเฟือง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อแบริ่งและเพลาของเกียร์
ดังนั้นในการเลือกเกียร์บ็อกซ์สำหรับงานอุตสาหกรรม ควรตรวจสอบค่า Overhung Load ที่ผู้ผลิตกำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าเกียร์สามารถรองรับโหลดได้อย่างปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนาน
สูตรคำนวณ Overhung Load
แบบคำนวณจากแรงบิด

โดย
- OHL = Overhung Load (N)
- M₂ = แรงบิดที่เพลาออก (Nm)
- K = ค่าสัมประสิทธิ์ตามชนิดอุปกรณ์ส่งกำลัง
- r = รัศมีของพู่เล่ย์ / สโปรเก็ต / เฟือง (mm)
แบบคำนวณจากกำลังและรอบ

โดย
- P₂ = กำลังที่เพลาออก (kW)
- n₂ = ความเร็วรอบเพลาออก (rpm)
- K = ค่าสัมประสิทธิ์ตามชนิดอุปกรณ์ส่งกำลัง
- r = รัศมีของพู่เล่ย์ / สโปรเก็ต / เฟือง (mm)
ค่า K หรือ Factor ที่ใช้บ่อย
ค่า K จะต่างกันตามประเภทการส่งกำลัง เพราะแรงที่กระทำกับเพลาไม่เท่ากัน ผู้ผลิตบางรายให้ค่าปัจจัยสำหรับ transmission element เช่น เฟือง สโปรเก็ต และพู่เล่ย์แคบ ส่วนคู่มืออุตสาหกรรมอีกหลายเล่มให้ค่าใกล้เคียงกันในรูป factor สำหรับ drive type
ตัวอย่างค่าที่ใช้บ่อย
- เฟือง (gear wheel / spur-helical gear) ≈ 1.15–1.25
- สโปรเก็ต (sprocket) ≈ 1.25–1.40 ขึ้นกับจำนวนฟัน
- V-belt pulley ≈ 1.50–1.75 เพราะมีผลจากแรงตั้งสายพาน
- Flat belt อาจสูงถึงประมาณ 2.50 ในบางคู่มือ
ตัวอย่างคำนวณแบบง่าย
สมมติว่า
- Output Torque = 800 Nm
- ใช้ V-pulley
- เส้นผ่านศูนย์กลางพู่เล่ย์ = 200 mm
- ดังนั้นรัศมี mm
- ใช้ K = 1.5
แทนค่าในสูตร
ดังนั้น Overhung Load ที่กระทำกับเพลาเกียร์ประมาณ
12,000 N ค่ะ โดยแนวคิดนี้สอดคล้องกับสูตรในคู่มือเกียร์อุตสาหกรรมที่คำนวณ OHL จาก torque, radius และ application factor
ข้อสำคัญในการใช้งานจริง
ผู้ผลิตเกียร์แต่ละรายมักกำหนด ค่า OHL สูงสุดที่เพลารับได้ ไว้ในแคตตาล็อก และค่านี้ยังขึ้นกับ ตำแหน่งที่โหลดกระทำบนเพลา ด้วย ยิ่งติดพู่เล่ย์หรือสโปรเก็ตห่างจากตัวเกียร์มาก ค่าโหลดที่แบริ่งรับจริงจะยิ่งสูงขึ้น
ดังนั้นเวลาจะเลือกเกียร์ ควรทำตามลำดับนี้
- คำนวณ Output Torque
- คำนวณ Overhung Load
- เทียบกับค่า OHL ที่ผู้ผลิตอนุญาต
- ตรวจสอบตำแหน่งติดตั้งพู่เล่ย์/สโปรเก็ตให้ใกล้ตัวเกียร์ที่สุด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกียร์บ็อกซ์ (Gearbox FAQ)
Q : เกียร์บ็อกซ์คืออะไร
A : เกียร์บ็อกซ์ (Gearbox) หรือเกียร์ทดรอบ คืออุปกรณ์ในระบบส่งกำลังที่ใช้สำหรับลดความเร็วรอบของเพลา และเพิ่มแรงบิด (Torque) เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของเครื่องจักร
Q : เกียร์บ็อกซ์ต่างจาก Gear Motor อย่างไร
A : Gear Motor เป็นชุดที่รวมมอเตอร์และเกียร์ไว้ในตัวเดียว ส่วนเกียร์บ็อกซ์จะเป็นเฉพาะชุดเกียร์ทดรอบและสามารถนำไปต่อกับต้นกำลัง เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ได้
Q : อัตราทดเกียร์ (Gear Ratio) คืออะไร
A : อัตราทดเกียร์คืออัตราส่วนระหว่างความเร็วรอบของเพลาขาเข้าและเพลาขาออกของเกียร์ ใช้สำหรับลดความเร็วรอบของมอเตอร์และเพิ่มแรงบิดให้กับระบบส่งกำลัง
Q : Output Torque คืออะไร
A : Output Torque คือแรงบิดที่เกิดขึ้นที่เพลาขาออกของเกียร์บ็อกซ์ ซึ่งเป็นแรงหมุนที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักร เช่น Conveyor, Mixer หรือเครื่องจักรในสายการผลิต
Q : Service Factor คืออะไร
A :Service Factor คือค่าความเผื่อที่ใช้ในการเลือกเกียร์บ็อกซ์ เพื่อรองรับสภาวะการทำงานจริงของเครื่องจักร เช่น โหลดกระแทก การสตาร์ทบ่อย หรือการทำงานต่อเนื่อง
Q : Thermal Power คืออะไร
A : Thermal Power คือกำลังสูงสุดที่เกียร์บ็อกซ์สามารถรับได้โดยไม่เกิดความร้อนสะสมเกินไป ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการระบายความร้อนของเกียร์
Q : Overhung Load คืออะไร
A : Overhung Load คือแรงด้านข้างที่กระทำกับเพลาของเกียร์บ็อกซ์จากอุปกรณ์ส่งกำลัง เช่น พู่เล่ย์ สโปรเก็ต หรือเฟือง ซึ่งมีผลต่อแบริ่งและเพลาของเกียร์
Q : เกียร์บ็อกซ์มีกี่ประเภท
A : เกียร์บ็อกซ์ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมหนักมักแบ่งเป็น
- Parallel Shaft Gearbox
- Helical Bevel Gearbox
- Planetary Gearbox
แต่ละประเภทเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน
Q : จะเลือกเกียร์บ็อกซ์ให้เหมาะกับงานได้อย่างไร
A : ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น
- Output Torque
- ความเร็วรอบของเพลา
- อัตราทดเกียร์
- Service Factor
- Overhung Load
- สภาพแวดล้อมในการใช้งาน
Q : การดูแลรักษาเกียร์บ็อกซ์ควรทำอย่างไร
A : ควรตรวจสอบเป็นระยะ เช่น
- ระดับน้ำมันเกียร์
- การรั่วของน้ำมัน
- เสียงหรือการสั่นสะเทือน
- อุณหภูมิขณะทำงาน
การบำรุงรักษาที่เหมาะสมจะช่วยยืดอายุการใช้งานของเกียร์บ็อกซ์และลดความเสียหายของเครื่องจักร