Line ID : @thewinnerpart
Contact us : 082-3614666
ทำการวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08:30-17:30 น.

[NEW] Gear Motor / มอเตอร์เกียร์ สำหรับงานอุตสาหกรรม

[NEW] Gear Motor / มอเตอร์เกียร์ สำหรับงานอุตสาหกรรม

มอเตอร์เกียร์ (Gear Motor) คืออะไร และทำหน้าที่อย่างไร

มอเตอร์เกียร์ (Gear Motor) คือชุดอุปกรณ์ที่รวม มอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Motor) และ ชุดเกียร์ทดรอบ (Gearbox) เข้าไว้ด้วยกันในหน่วยเดียว เพื่อใช้สำหรับลดความเร็วรอบของมอเตอร์และเพิ่มแรงบิด (Torque) ที่เพลาออก

โดยปกติมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีความเร็วรอบค่อนข้างสูง เช่น 1500 rpm หรือ 3000 rpm แต่เครื่องจักรในงานอุตสาหกรรมจำนวนมากต้องการความเร็วที่ต่ำกว่าและต้องการแรงบิดที่สูงกว่า ดังนั้นจึงต้องใช้ชุดเกียร์เข้ามาช่วยลดความเร็วและเพิ่มแรงบิดให้เหมาะสมกับการใช้งาน

มอเตอร์เกียร์จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายในเครื่องจักรอุตสาหกรรม เช่น

  • Conveyor
  • เครื่องผสม
  • เครื่องยกสินค้า
  • เครื่องจักรสายการผลิต
  • เครื่องจักรในโรงงานอาหารและบรรจุภัณฑ์

    ข้อดีของมอเตอร์เกียร์คือมีโครงสร้างที่กะทัดรัด ติดตั้งง่าย และสามารถเลือกอัตราทดเกียร์ให้เหมาะสมกับงานได้

    Gear Motor

    บริษัท เดอะ วินเนอร์ พาร์ท แอนด์ เซอร์วิส จำกัด จำหน่าย Gear Motor คุณภาพสูง เหมาะสำหรับงานสายพานลำเลียง เครื่องจักรอัตโนมัติ ระบบยก และงานผลิตต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำการเลือกชนิดเกียร์และสเปกที่เหมาะกับการใช้งานจริง

    แบรนด์ที่เราจำหน่าย : MOTOVARIO , BONFIGLIOLI , TRANSMAX , CPG , FIMM เป็นต้น มีสต็อคพร้อมจัดส่งอย่างรวดเร็ว



    ประเภทของมอเตอร์เกียร์

    มอเตอร์เกียร์มีหลายประเภท โดยแต่ละประเภทจะมีโครงสร้างและลักษณะการทำงานที่แตกต่างกัน

    ซึ่งเหมาะกับงานอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน

    1. Helical Gear Motor

    Helical Gear Motor เป็นมอเตอร์เกียร์ที่ใช้เฟืองแบบเฉียง (Helical Gear)

    ลักษณะเด่น

    • ประสิทธิภาพสูง
    • การทำงานเรียบ
    • รับโหลดได้ดี

      มักใช้กับ

      • Conveyor
      • เครื่องจักรอุตสาหกรรมทั่วไป


      2. Helical Bevel Gear Motor

      Helical Bevel Gear Motor เป็นมอเตอร์เกียร์ที่มีเฟือง Bevel สำหรับเปลี่ยน

      ทิศทางการหมุน 90 องศา

      ข้อดี

      • ประสิทธิภาพสูง
      • รับแรงบิดได้มาก
      • เหมาะกับงานที่ต้องเปลี่ยนทิศทางเพลา

      3. Worm Gear Motor

      Worm Gear Motor ใช้เฟืองตัวหนอน (Worm Gear)

      ลักษณะเด่น

      • อัตราทดสูง
      • โครงสร้างกะทัดรัด
      • มีคุณสมบัติ Self-locking ในบางกรณี

        เหมาะกับ

        • เครื่องยกสินค้า
        • Conveyor ขนาดเล็ก

        4. Planetary Gear Motor

        Planetary Gear Motor เป็นมอเตอร์เกียร์ที่มีชุดเฟืองหลายตัวหมุนรอบเฟืองกลาง

        ข้อดี
        • อัตราทดสูง
        • โครงสร้างกะทัดรัด
        • มีคุณสมบัติ Self-locking ในบางกรณี
        นิยมใช้ใน
        • เครื่องจักรอัตโนมัติ
        • เครื่องจักรที่ต้องการแรงบิดสูง

        วิธีการเลือกใช้งานมอเตอร์เกียร์


        การเลือกมอเตอร์เกียร์ควรพิจารณาปัจจัยหลายประการ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องจักร

        1. แรงบิดที่ต้องการ (Torque)


        แรงบิดเป็นค่าที่สำคัญที่สุดในการเลือกมอเตอร์เกียร์ เพราะต้องเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนเครื่องจักร

        2. ความเร็วรอบของเพลา (Output Speed)


        ต้องกำหนดความเร็วรอบของเพลาที่ต้องการ เพื่อเลือก อัตราทดเกียร์ (Gear Ratio) ให้เหมาะสม

        3. กำลังมอเตอร์ (Motor Power)


        กำลังมอเตอร์มักระบุเป็น
        • kW
        • HP
        ควรเลือกให้เหมาะสมกับโหลดของเครื่องจักร

        4. ลักษณะของโหลด


        โหลดของเครื่องจักรมีหลายประเภท เช่น
        • โหลดคงที่
        • โหลดกระแทก
        • โหลดเริ่มต้นสูง
        ซึ่งมีผลต่อการเลือกขนาดของมอเตอร์เกียร์

        5. รูปแบบการติดตั้ง


        มอเตอร์เกียร์มีหลายรูปแบบ เช่น
        • Foot Mount
        • Flange Mount
        • Shaft Mounted
        ควรเลือกให้เหมาะกับโครงสร้างของเครื่องจักร

        การติดตั้งและการดูแลรักษามอเตอร์เกียร์


        การติดตั้งและดูแลรักษามอเตอร์เกียร์อย่างถูกต้องจะช่วยยืดอายุการใช้งานและลดปัญหาการเสียหายของเครื่องจักร

        การติดตั้ง
        • ติดตั้งบนฐานที่แข็งแรง
        • จัดแนวเพลาให้ตรง (ทำอะไลน์เม้นท์เพลา)
        • ตรวจสอบการยึดน็อตให้แน่น
        • ใช้คัปปลิ้งที่เหมาะสมกับการส่งกำลัง
        การดูแลรักษา

        ควรตรวจสอบเป็นระยะ เช่น
        • ระดับน้ำมันเกียร์ และชั่วโมงที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์
        • การรั่วของน้ำมัน
        • เสียงและการสั่นสะเทือนของเกียร์
        • อุณหภูมิขณะทำงาน
        การบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสียหายของเกียร์และเพิ่มอายุการใช้งานของเครื่องจักร

        อัตราทดเกียร์ (Gear Ratio) คืออะไร


        อัตราทดเกียร์ (Gear Ratio) คืออัตราส่วนที่ใช้บอกความสัมพันธ์ระหว่าง ความเร็วรอบของเพลาขาเข้า (Input Speed) และความเร็วรอบของเพลาขาออก (Output Speed) ของชุดเกียร์

        หน้าที่หลักของอัตราทดคือ ลดความเร็วรอบของมอเตอร์ และเพิ่มแรงบิด (Torque) เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของเครื่องจักร

        โดยทั่วไปมอเตอร์ไฟฟ้าจะมีความเร็วรอบสูง เช่น
        • 1500 rpm
        • 3000 rpm
        แต่เครื่องจักรหลายประเภท เช่น Conveyor หรือเครื่องผสม มักต้องการความเร็วต่ำกว่า ดังนั้นจึงต้องใช้ชุดเกียร์เพื่อทดความเร็วลง

        วิธีคำนวณอัตราทดเกียร์

        อัตราทดเกียร์สามารถคำนวณได้จากสูตร

        สูตรคำนวณอัตราทดเกียร์

        ตัวอย่าง

        หากมอเตอร์มีความเร็ว 1500 rpm และต้องการให้เพลาขาออกหมุนที่ 50 rpm

        จะได้อัตราทด 1500 ÷ 50 = 30

        ดังนั้นเกียร์ที่เหมาะสมคือ อัตราทด 30:1


        อัตราทดมีผลต่อแรงบิดอย่างไร

        เมื่อความเร็วรอบลดลง แรงบิดจะเพิ่มขึ้นตามอัตราทดของเกียร์
        ตัวอย่าง

        อัตราทด ความเร็ว แรงบิด
        10:1 ลดลง 10 เท่า เพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า
        20:1 ลดลง 20 เท่า เพิ่มขึ้นประมาณ 20 เท่า
        50:1 ลดลง 50 เท่า เพิ่มขึ้นประมาณ 50 เท่า

        ดังนั้นเครื่องจักรที่ต้องการแรงบิดสูง เช่น Conveyor หรือ Mixer จึงมักใช้มอเตอร์เกียร์ที่มีอัตราทดสูง


        Output Torque เกิดขึ้นได้อย่างไร

        เมื่อมอเตอร์ไฟฟ้าหมุน จะส่งกำลังเข้าสู่ชุดเกียร์ เกียร์จะทำหน้าที่

        • ลดความเร็วรอบ (Speed Reduction)
        • เพิ่มแรงบิด (Torque Increase)

          ดังนั้น เมื่อความเร็วรอบลดลง แรงบิดที่เพลาขาออกจะเพิ่มขึ้น

          ความสัมพันธ์ระหว่าง Speed และ Torque

          โดยทั่วไป

          ความเร็วลดลง → แรงบิดเพิ่มขึ้น

          ตัวอย่าง

          อัตราทดเกียร์ ความเร็วขาออก Output Torque
          10:1 ลดลง 10 เท่า เพิ่มขึ้นประมาณ 10 เท่า
          20:1 ลดลง 20 เท่า เพิ่มขึ้นประมาณ 20 เท่า
          50:1 ลดลง 50 เท่า เพิ่มขึ้นประมาณ 50 เท่า

          ตัวอย่างการใช้งาน Output Torque

          สมมติว่า มอเตอร์มีความเร็ว 1500 rpm

          เกียร์มีอัตราทด 30:1

          ความเร็วเพลาขาออกจะเหลือ 1500 ÷ 30 = 50 rpm

          แต่แรงบิดที่เพลาขาออกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่า

          แรงบิดนี้จะถูกใช้ในการขับเคลื่อนเครื่องจักร เช่น

          • Conveyor
          • Mixer
          • เครื่องยกสินค้า
          • เครื่องจักรในสายการผลิต

            ทำไม Output Torque จึงสำคัญ

            การเลือกมอเตอร์เกียร์ต้องพิจารณาค่า Output Torque ให้เหมาะสมกับเครื่องจักร เพราะถ้าแรงบิดไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดปัญหา เช่น

            • มอเตอร์ทำงานหนักเกินไป
            • เครื่องจักรหมุนไม่ขึ้น
            • เกียร์เสียหาย

            ดังนั้น Output Torque จึงเป็นค่าที่สำคัญในการออกแบบและเลือกใช้งานระบบส่งกำลังในงานอุตสาหกรรม

            สูตรนี้ใช้สำหรับคำนวณ Output torque



            สูตรคำนวณอัตราทดเกียร์

            Service Factor คืออะไร

            Service Factor (SF) คือค่าความเผื่อความสามารถในการรับโหลดของมอเตอร์เกียร์หรือเกียร์บ็อกซ์ เพื่อรองรับสภาวะการทำงานที่หนักกว่าปกติ เช่น โหลดกระแทก การสตาร์ทบ่อย หรือการทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน

            กล่าวง่าย ๆ คือ Service Factor เป็นค่าที่ใช้บอกว่า อุปกรณ์สามารถรับโหลดได้มากกว่าค่าปกติเท่าใด


            ตัวอย่าง Service Factor

            สมมติว่า เกียร์มี Output Torque เท่ากับ 1000 Nm

            ถ้า Service Factor = 1.5

            หมายความว่าเกียร์สามารถรับโหลดได้สูงสุดประมาณ 1000 × 1.5 = 1500 Nm

            ดังนั้น Service Factor จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานและลดความเสี่ยงที่เกียร์จะเสียหาย

            ทำไมต้องใช้ Service Factor

            ในงานอุตสาหกรรม เครื่องจักรมักไม่ได้ทำงานในสภาพที่เรียบตลอดเวลา อาจเกิดสภาวะ เช่น

            • โหลดกระแทก (Shock Load)
            • การสตาร์ทและหยุดบ่อย
            • การทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
            • โหลดไม่สม่ำเสมอ

              Service Factor จึงถูกใช้เป็นค่าความเผื่อเพื่อให้ระบบส่งกำลังสามารถรองรับสภาวะเหล่านี้ได้

              ตัวอย่าง Service Factor ตามลักษณะงาน

              ประเภทงาน Service Factor
              โหลดเรียบ เช่น พัดลม 1.0 – 1.2
              Conveyor ทั่วไป 1.2 – 1.5
              Mixer หรือ Crusher 1.5 – 2.0
              งานกระแทกหนัก มากกว่า 2.0


              วิธีใช้ Service Factor ในการเลือกมอเตอร์เกียร์

              เมื่อทราบแรงบิดที่ต้องใช้กับเครื่องจักรแล้ว ควรคูณด้วย Service Factor เพื่อเลือกขนาดเกียร์ที่เหมาะสม

              ตัวอย่าง เครื่องจักรต้องการแรงบิด = 800 Nm

              Service Factor = 1.5

              แรงบิดที่ควรเลือก 800 × 1.5 = 1200 Nm

              ดังนั้นควรเลือกมอเตอร์เกียร์ที่มี Output Torque อย่างน้อย 1200 Nm

              สรุป Service Factor คือค่าที่ใช้เผื่อความสามารถในการรับโหลดของมอเตอร์เกียร์หรือเกียร์บ็อกซ์ เพื่อให้ระบบส่งกำลังสามารถรองรับสภาวะการทำงานจริงของเครื่องจักรได้อย่างปลอดภัย

              การเลือก Service Factor ที่เหมาะสมจะช่วย

              • ลดความเสียหายของเกียร์
              • เพิ่มความทนทานของเครื่องจักร
              • ยืดอายุการใช้งานของระบบส่งกำลัง

                ตารางตัวอย่าง Service Factor ตามประเภทเครื่องจักร

                เครื่องจักร Service Factor
                Conveyor 1.0 – 1.2
                Screw Conveyor 1.2 – 1.5
                Mixer 1.5 – 2.0
                Crusher 2.0 ขึ้นไป

                วิธีคำนวณขนาด Gear Motor สำหรับ Conveyor แบบง่าย ๆ

                การเลือกมอเตอร์เกียร์สำหรับ Conveyor ไม่ได้ดูแค่กำลังมอเตอร์อย่างเดียว แต่ควรดูให้ครบทั้ง ความเร็วรอบปลายทาง, แรงบิดที่ต้องใช้, อัตราทดเกียร์ และ Service Factor ด้วย เพราะ Gear Motor ต้องสามารถขับสายพานได้จริงในสภาพใช้งานหน้างาน ไม่ใช่แค่หมุนได้ตอนโหลดเบา ๆ

                1) กำหนดความเร็วที่ Conveyor ต้องการ

                เริ่มจากดูว่า Conveyor ต้องการให้เพลาขับหมุนกี่รอบต่อนาที หรือถ้าทราบความเร็วสายพานอยู่แล้ว ก็แปลงกลับมาเป็นรอบของเพลาขับก่อน จากนั้นจึงนำไปหาอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสม เพราะอัตราทดคือความสัมพันธ์ระหว่างรอบมอเตอร์กับรอบเพลาขาออกของเกียร์

                ตัวอย่าง มอเตอร์ 4 Pole ที่ 50 Hz มีรอบประมาณ 1500 rpm

                แต่ Conveyor ต้องการรอบเพลาขับเพียง 30 rpm

                ดังนั้นอัตราทดโดยประมาณคือ 1500 ÷ 30 = 50:1

                จึงควรเริ่มดู Gear Motor แถว ๆ Ratio 50:1 ก่อน

                2) คำนวณแรงบิดที่เพลาขับต้องใช้

                แรงบิดเป็นค่าที่สำคัญมาก เพราะแม้รอบจะถูกต้อง แต่ถ้าแรงบิดไม่พอ Conveyor ก็จะออกตัวไม่ขึ้นหรือทำงานหนักเกินไป

                โดยหลักการพื้นฐาน ความสัมพันธ์ของกำลัง แรงบิด และรอบ สามารถใช้สูตรนี้ได้


                ตัวอย่างถ้าเลือกมอเตอร์1.5 kW และหลังเกียร์เหลือความเร็ว 30 rpm

                ดังนั้น Output Torque โดยประมาณจะอยู่ที่ 477.5 Nm ก่อนเผื่อ Service Factor และก่อนคิดประสิทธิภาพเกียร์จริง


                3) เผื่อ Service Factor

                ในงาน Conveyor จริง มักมีโหลดตอนสตาร์ท, โหลดกระแทก, วัสดุสะสม, หรือการทำงานต่อเนื่อง จึงไม่ควรเลือกเกียร์จากค่าแรงบิดพอดีเป๊ะ ควรเผื่อ Service Factor เพิ่มเข้าไปด้วย ผู้ผลิตเกียร์มักใช้แนวคิดนี้ในการเลือกขนาดชุดขับให้เหมาะกับลักษณะงานจริง

                ตัวอย่าง ถ้าคำนวณได้ว่า Conveyor ต้องใช้แรงบิด 400 Nm

                และกำหนด Service Factor = 1.4

                แรงบิดที่ควรเลือก = 400 × 1.4 = 560 Nm

                ดังนั้นควรเลือก Gear Motor ที่มี Output Torque ไม่น้อยกว่า 560 Nm


                4) ตรวจสอบชนิดเกียร์และรูปแบบติดตั้ง

                เมื่อได้รอบและแรงบิดแล้ว ขั้นต่อไปคือเลือกชนิดของเกียร์ให้เหมาะกับหน้างาน เช่น
                • Helical Gear Motor เหมาะกับงานทั่วไป ประสิทธิภาพดี
                • Helical Bevel Gear Motor เหมาะกับงานที่ต้องเปลี่ยนแนวเพลา 90°
                • Worm Gear Motor กะทัดรัด ราคาเข้าถึงง่าย แต่ประสิทธิภาพมักต่ำกว่า Helical

                จากนั้นค่อยตรวจรูปแบบติดตั้ง เช่น foot mount, flange mount หรือ shaft mount ให้ตรงกับเครื่องจักร


                5) เช็กประสิทธิภาพเกียร์และเผื่อกำลังจริง

                ในงานจริง กำลังและแรงบิดที่เพลาขาออกจะไม่ได้เท่าค่าทฤษฎีทั้งหมด เพราะมีการสูญเสียในชุดเกียร์ ผู้ผลิตมักระบุให้เผื่อประสิทธิภาพของเกียร์ไว้ในการเลือกขนาด โดยเฉพาะถ้าเป็นงานต่อเนื่องหรือมีโหลดเริ่มต้นสูง

                ดังนั้นถ้าคำนวณได้ใกล้ขอบมาก ควรขยับขนาดมอเตอร์หรือขนาดเกียร์ขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพื่อให้ใช้งานได้สบายและอายุยาวกว่า


                ตัวอย่างสรุปแบบง่าย

                สมมติว่า ใช้มอเตอร์ 4 Pole = 1500 rpm

                ต้องการรอบ Conveyor = 30 rpm

                ต้องการแรงบิดใช้งานจริง = 400 Nm

                ใช้ Service Factor = 1.4

                คำนวณได้ว่า อัตราทดเกียร์ = 1500 ÷ 30 = 50:1

                แรงบิดที่ควรเลือก = 400 × 1.4 = 560 Nm

                ดังนั้นควรเลือก Gear Motor ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงนี้

                • Ratio ประมาณ 50:1
                • Output Torque ไม่น้อยกว่า 560 Nm
                • ชนิดเกียร์และรูปแบบติดตั้งเหมาะกับ Conveyor หน้างาน

                  สรุป


                  การเลือก Gear Motor สำหรับ Conveyor แบบง่าย ๆ ให้ดู 4 เรื่องหลัก คือ

                  • รอบที่ต้องการ
                  • แรงบิดที่ต้องใช้
                  • Service Factor
                  • รูปแบบติดตั้ง

                  ถ้าดูครบทั้ง 4 จุดนี้ จะช่วยให้เลือกมอเตอร์เกียร์ได้แม่นขึ้น และลดปัญหาเกียร์เล็กเกินหรือมอเตอร์ทำงานหนักเกินไปได้มาก


                  คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมอเตอร์เกียร์ (Gear Motor FAQ)

                  Q : มอเตอร์เกียร์คืออะไร

                  A : มอเตอร์เกียร์ (Gear Motor) คือชุดอุปกรณ์ที่รวมมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดเกียร์ทดรอบไว้ด้วยกัน ทำหน้าที่ลดความเร็วรอบของมอเตอร์และเพิ่มแรงบิดเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของเครื่องจักร

                  Q : มอเตอร์เกียร์ใช้กับเครื่องจักรประเภทใด

                  A : มอเตอร์เกียร์นิยมใช้ในเครื่องจักรอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น

                  • Conveyor
                  • เครื่องผสม (Mixer)
                  • เครื่องยกสินค้า
                  • เครื่องจักรบรรจุสินค้า
                  • เครื่องจักรในสายการผลิต

                    Q : อัตราทดเกียร์ (Gear Ratio) คืออะไร

                    A : อัตราทดเกียร์คืออัตราส่วนระหว่างความเร็วรอบของเพลาขาเข้าและเพลาขาออกของเกียร์ ใช้สำหรับลดความเร็วรอบของมอเตอร์และเพิ่มแรงบิดที่เพลาขาออก

                    Q : Output Torque คืออะไร

                    A : Output Torque คือแรงบิดที่เกิดขึ้นที่เพลาขาออกของมอเตอร์เกียร์ ซึ่งเป็นแรงหมุนที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องจักร

                    Q : Service Factor คืออะไร

                    A : Service Factor คือค่าความเผื่อในการรับโหลดของเกียร์ เพื่อรองรับสภาวะการทำงานที่หนักกว่าปกติ เช่น โหลดกระแทก หรือการสตาร์ทบ่อย

                    Q : Helical Gear Motor กับ Worm Gear Motor ต่างกันอย่างไร

                    A : Helical Gear Motor มีประสิทธิภาพสูงและรับโหลดได้ดี ส่วน Worm Gear Motor มีอัตราทดสูงและโครงสร้างกะทัดรัด แต่ประสิทธิภาพจะต่ำกว่า


                    Q : จะเลือกมอเตอร์เกียร์ให้เหมาะกับเครื่องจักรได้อย่างไร

                    A : ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น

                    • แรงบิดที่ต้องการ
                    • ความเร็วรอบของเพลา
                    • กำลังมอเตอร์
                    • อัตราทดเกียร์
                    • ลักษณะโหลดของเครื่องจักร

                      Q : ทำไมมอเตอร์เกียร์จึงมีหลายอัตราทด

                      A : เนื่องจากเครื่องจักรแต่ละประเภทต้องการความเร็วและแรงบิดที่แตกต่างกัน จึงต้องมีอัตราทดหลายระดับเพื่อให้เลือกใช้งานได้เหมาะสม

                      Q : มอเตอร์เกียร์ต้องดูแลรักษาอย่างไร

                      A : ควรตรวจสอบเป็นระยะ เช่น

                      • ระดับน้ำมันเกียร์
                      • การรั่วของน้ำมัน
                      • เสียงผิดปกติ
                      • อุณหภูมิของเกียร์

                        Q : มอเตอร์เกียร์สามารถใช้ร่วมกับ Inverter ได้หรือไม่

                        A : มอเตอร์เกียร์สามารถใช้ร่วมกับ Inverter (VFD) ได้ เพื่อควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ให้เหมาะกับการทำงานของเครื่องจักร

                        สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์